วันพุธที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

3. หลักการจัดการความรู้


ณัฐวรรธน์ นวะมะรัตน์ (http://portal.in.th/learninghome/pages/12089/)  ได้รวบรวมไว้ว่า  หลักการ 4 ประการของการจัดการความรู้ มีดังนี้
1. ให้คนหลากหลายทักษะ หลากหลายวิธีคิด ทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์
2. ร่วมกันพัฒนาวิธีทำงานในรูปแบบใหม่ ๆ เพื่อบรรลุประสิทธิผลที่กำหนดไว้ หรือ
ฝันว่าจะได้ ในการจัดการสมัยใหม่ ประสิทธิผล ประกอบด้วย องค์ประกอบ 4 ประการ คือ
                       - การตอบสนองความต้องการ (Responsiveness) ซึ่งอาจเป็นความต้องการของลูกค้าความต้องการของ
      สังคม หรือความต้องการที่กำหนดโดยผู้บริหารองค์กร
                      - นวัตกรรม (Innovation) ซึ่งอาจเป็นนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ หรือวิธีการใหม่ ๆ ก็ได้
                      - ขีดความสามารถ (Competency) ของข้าราชการ และขององค์กร
                      - ประสิทธิภาพ (Efficiency) ในการทำงาน
3. ทดลองและเรียนรู้
4. นำเข้าความรู้จากภายนอกอย่างเหมาะสม
การดำเนินการจัดการความรู้ในหน่วยราชการควรใช้หลักการ "พลังสาม รวมเป็นหนึ่งเดียว"
     (1) ใช้พลังของระบบ "ราชการประจำ" ซึ่งมีการทำงานตามกฎระเบียบ มีรูปแบบที่ชัดเจน
     (2) ใช้พลังของ "ระบบแห่งความสร้างสรรค์" มีการทดลองรูปแบบใหม่ ๆ ของการทำงานเป็น project team ทำงานมุ่งเป้าในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ภายใต้แนวคิดของ "ระบบที่ซับซ้อนและปรับตัว" (complex-adaptive system) และ
     (3) ใช้พลังสร้างสรรค์ที่มีอยู่แล้วภายในองค์กร ในรูปของการรวมตัวกันเองเป็นกลุ่ม
เชื่อมโยงกับระบบราชการประจำ และระบบแห่งการสร้างสรรค์ เน้นที่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่จะนำไปสู่การพัฒนา best practices จากการเรียนรู้ จากการทำงานภายในองค์กร และจากการ "ตรวจจับ" (capture) ความรู้จากภายนอกองค์กรเอามาปรับใช้ในการทำงาน

                วิจารณ์ พานิช  (2544 : 46 ) ได้กล่าวไว้ว่า การจัดการความรู้สามารถใช้เป็นเครื่องมือเพื่อการบรรลุเป้าหมายอย่างน้อย 4 ประการ ได้แก่ 
1) บรรลุเป้าหมายของงาน 
2) บรรลุเป้าหมายการพัฒนาคน 
3) บรรลุเป้าหมายการพัฒนาองค์กรไปเป็นองค์กรเรียนรู้ 4) บรรลุความเป็นชุมชน เป็นหมู่คณะ ความเอื้ออาทรระหว่างกันในที่ทำงาน

                ทิพวรรณ เวชพันธ์ ( 2549 : 57 ) ได้กล่าวไว้ว่า หลักจัดการความรู้ หรือเคเอ็ม
 (KM = Knowledge Management) คือ การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในองค์กร ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด
                โดยที่ความรู้มี 2 ประเภท คือ 1) ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ พรสวรรค์หรือสัญชาติญาณของแต่ละบุคคลในการทำความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ เป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษรได้โดยง่าย เช่น ทักษะในการทำงาน งานฝีมือ หรือการคิดเชิงวิเคราะห์ บางครั้ง จึงเรียกว่าเป็นความรู้แบบนามธรรม 2) ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีต่าง ๆ เช่น การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่าง ๆ และบางครั้งเรียกว่าเป็นความรู้แบบรูปธรรม

สรุป
                 หลักจัดการความรู้  คือ การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในองค์กร ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ ทดลองและเรียนรู้ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้
และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ให้คนหลากหลายทักษะ วิธีคิด ทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ และร่วมกันพัฒนาวิธีทำงานในรูปแบบใหม่ ๆ เพื่อการบรรลุเป้าหมาย


ที่มา :
ณัฐวรรธน์ นวะมะรัตน์ http://portal.in.th/learninghome/pages/12089/ .[ออนไลน์] เข้าถึงเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2556.
ทิพวรรณ เวชพันธ์.  (2549).  การจัดการความรู้ฉบับนักปฏิบัติ.  กรุงเทพฯ : ตถาดา พับลิเคชั่น.
วิจารณ์ พานิช.  (2544).  การจัดการความรู้ .  กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ อักษรไทย.




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น