วันอังคารที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2556

7. ปัจจัยความสำเร็จในการจัดการความรู้


                   http://engkm.eng.src.ku.ac.th   ได้รวบรวมไว้ว่า  ปัจจัยที่ทำให้ KM ประสพความสำเร็จในองค์กร
1. วัฒนธรรมและพฤติกรรมของคนในองค์กร
คนในองค์กรต้องมีความเจตคติที่ดีในการแบ่งปันความรู้ และนำความรู้ที่มีอยู่มาเป็นฐานในการต่อยอดความรู้ของคนรุ่นใหม่ต่อไป  องค์กรเองต้องมีวัฒนธรรมภายในแห่งความไว้เนื้อเชื่อใจ และให้เกียรติกัน  เคารพในสิทธิและความคิดของผู้ร่วมงานในทุกระดับแม้เป็นบุคลากรระดับล่างก็ตาม การเรียนรู้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเรื่องแม้แต่สิ่งที่เป็นข้อผิดพลาดในอดีต
2. ผู้นำ และการสร้างกลยุทธ์
ผู้บริหารระดับสูงต้องมีความเชื่อในคุณค่าของคนและความรู้ที่มีในองค์กร เข้าใจในลักษณะของปัญหาและพันธะกิจขององค์กร ส่งเสริมและสนับสนุนความเป็นมืออาชีพในด้านต่างๆให้เกิดขึ้น ค้นหาและเชิดชูกระบวนการทำงานที่เป็นเลิศจากหน่วยงานภายใน  เป็นต้นแบบแห่งการเป็นผู้ริเริ่มในการแบ่งปันและเรียนรู้  กำหนดทิศทางในการพัฒนาระบบการจัดการความรู้ภายใน วางกลยุทธ์ในการจัดทำระบบการจัดการองค์ความรู้ที่จะประสพผลสัมฤทธิ์เช่น เลือกเรื่องที่ทำแล้วเห็นผล หรือเรื่องที่มีคนเข้าใจและมีองค์ความรู้อยู่แล้วในองค์กร ที่สำคัญที่สุดคือทำอย่างไรให้คนในองค์กรอยากนำเรื่องที่ตนรู้ออกมาแบ่งปันโดยไม่หวาดระแวงว่าจะเสียผลประโยชน์  ถูกแอบอ้างผลงาน  ถูกกลั่นแกล้งเพราะอิจฉาตาร้อนต่างๆนานา  องค์กรที่จะประสพความสำเร็จในเรื่องนี้ต้องสร้างอยู่บนพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจ(Trust) และการให้เกียรติซึ่งกันและกัน(Mutual respect) โดยกุญแจสำคัญที่จะไขประตูสู่โลกที่เปิดกว้างนี้คือผู้บริหารสูงสุดขององค์กรนั่นเอง
3. เทคโนโลยี
ความพร้อมของอุปกรณ์ทันสมัยของเทคโนโลยีที่สามารถสนับสนุนการทำงานและการเรียนรู้ของคนในองค์กรได้ การสร้างฐานข้อมูลและการจัดการระบบฐานข้อมูลตลอดจนวิธีการที่จะทำให้คนยอมใช้คอมพิวเตอร์เพื่อเป็นสื่อกลางในการรวบรวมและส่งต่อขององค์ความรู้ ที่สำคัญคือสร้างระบบการป้องกันไม่ให้คนนอกเข้ามาก่อกวนและทำความเสียหายแก่ระบบฐานข้อมูลภายในได้ ขณะเดียวกัน KM ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องใช้เครื่องมือและอุปกรณ์แพงๆเพื่อสร้างฐานข้อมูลขนาดยักษ์แต่ไม่เอื้อประโยชน์ต่อการใช้งานของคนส่วนใหญ่ในองค์กร ผู้ที่ดูแลระบบนี้ต้องมีใจเปิดกว้างและมีความเพียรพยายามที่จะให้บริการแก่ผู้ใช้  เพื่อให้ฐานข้อมูลและระบบคอมพิวเตอร์เอื้อประโยชน์ให้คุ้มค่าเงินที่ลงทุนไป อย่าลืมว่าระบบเหล่านี้หมดอายุขัยเร็วมากภายในไม่กี่ปี
4. การวัดผลและการนำไปใช้
จัดทำระบบการติดตามและวัดผลของการจัดการความรู้และประโยชน์จากการนำไปใช้ เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนให้คนในองค์กรมีความกระหายอยากเรียนรู้และอยากมีส่วนร่วมในการสร้างฐานความรู้ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
5. โครงสร้างพื้นฐาน
การวางระบบการบริหารจัดการ  การรวบรวมข้อมูล และการรายงานผลการดำเนินการต่างๆที่จะเอื้อให้แผนงานของการจัดการความรู้ประสพผลสำเร็จ


              บุญดี บุญญากิจ( 2548 : 59-61) ได้กล่าวไว้ว่า ปัจจัยเอื้อสำคัญที่ช่วยให้การจัดการความรู้ประสบความสำเร็จประกอบด้วย
1. ภาวะผู้นำและกลยุทธ์ การจัดการความรู้จะไม่ประสบความสำเร็จอย่างราบรื่นถ้าปราศจากการสนับสนุนจากผู้บริหารขององค์กร ผู้บริหารจะต้องเข้าใจแนวคิดและตระหนักถึงประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับจากการจัดการความรู้เพื่อที่จะสามารถสื่อสารและผลักดันให้มีการการจัดการความรู้ในองค์กร
2. วัฒนธรรมองค์กร ประโยคข้างต้นจะเป็นคำกล่าวที่ไม่เป็นความจริง และกิจกรรมทางด้านการจัดการความรู้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมองค์กรโดยตรง สิ่งสำคัญซึ่งจะช่วยให้องค์กรบรรลุผลสำเร็จในการจัดการความรู้ได้ก็คือวัฒนธรรมของการแลกเปลี่ยนและแบ่งปันความรู้ระหว่างบุคคลากรภายในองค์กร
3. เทคโนโลยีสารสนเทศทางด้านการจัดการความรู้   ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศโดยเฉพาะอินเตอร์เน็ตและอินทราเน็ตเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ช่วยให้การแลกเปลี่ยนความรู้สามารถทำได้ง่ายขึ้นนอกจากนี้แล้วระบบฐานข้อมูลและ Knowledge Portal ที่ทันสมัยก็มีส่วยช่วยให้การจัดการความรู้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
4. การวัดผล   องค์กรจะไม่สามารถพัฒนาปรับปรุงได้เลยถ้าไม่ทราบถึงสถานะปัจจุบัน และองค์กรจะไม่มีทางทราบถึงสถานะปัจจุบันถ้าไม่มีการวัดผล ดังนั้นการวัดผลของการจัดการความรู้จะช่วยให้องค์กรสามารถทบทวน ประเมิลผล และทำการปรับปรุงกลยุทธ์และกิจกรรมต่างๆ



                   http://www.km.nida.ac.th/home/index.php?option=com_content&view=article&id=108:2009-04-24-04-18-09&catid=51:km-around-the-world&Itemid=93  ได้รวบรวมไว้ว่า

ปัจจัยสำคัญ 8 ประการที่ชี้ให้เห็นความสำเร็จของโครงการ KM
                - การสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูง
                - การสื่อสารอย่างชัดเจนถึงเป้าหมายและจุดประสงค์ของโครงการ
                - การเชื่อมโยงกับผลการดำเนินการทางเศรษฐศาสตร์
                - มีช่องทางการถ่ายทอดความรู้ที่หลากหลาย
                - มีแรงจูงใจที่สามารถกระตุ้นผู้ใช้ KM
                - มีวัฒนธรรมองค์การที่พร้อมรับความรู้ใหม่ๆ
                - มีโครงสร้างพื้นฐานทางเทคนิคที่พร้อม
                - มีโครงสร้างความรู้ที่ยืดหยุ่น


สรุป
ปัจจัยที่ทำให้ KM ประสพความสำเร็จในองค์กร
1. วัฒนธรรมและพฤติกรรมของคนในองค์กร
2. ผู้นำ และการสร้างกลยุทธ์ การสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูง
3. เทคโนโลยี
4. การวัดผลและการนำไปใช้
5. โครงสร้างพื้นฐาน
 6. การสื่อสารอย่างชัดเจนถึงเป้าหมายและจุดประสงค์ของโครงการ



ที่มา :      
http://engkm.eng.src.ku.ac.th .[ออนไลน์] เข้าถึงเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2556.
บุญดี บุญญากิจ.(2548). การจัดการความรู้.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ : จิรวัฒน์ เอ็กซ์เพรส จำกัด.
http://www.km.nida.ac.th/home/index.php?option=com_content&view=article&id=108:2009-04-24-04-18-09&catid=51:km-around-the-world&Itemid=93 .[ออนไลน์] เข้าถึงเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2556.




6. กระบวนการจัดการความรู้


http://kmpomprap.blogspot.com/2008/09/7.html    ได้รวบรวมไว้ว่า กระบวนการจัดการความรู้มี 7 ขั้นตอน กระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management)  เป็นกระบวนการที่จะช่วยให้เกิดพัฒนาการของความรู้ หรือการจัดการความรู้ที่จะเกิดขึ้นภายในองค์กร มีทั้งหมด 7 ขั้นตอน คือ
         1. การบ่งชี้ความรู้   เป็นการพิจารณาว่าองค์กรมีวิสัยทัศน์ พันธกิจ ยุทธศาสตร์ เป้าหมายคืออะไร และเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เราจำเป็นต้องใช้อะไร ขณะนี้เรามีความรู้อะไรบ้าง อยู่ในรูปแบบใด อยู่ที่ใคร
         2. การสร้างและแสวงหาความรู้  เช่น การสร้างความรู้ใหม่ แสวงหาความรู้จากภายนอก รักษาความรู้เก่า กำจัดความรู้ที่ใช้ไม่ได้แล้ว
         3. การจัดความรู้ให้เป็นระบบ  เป็นการวางโครงสร้างความรู้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเก็บความรู้อย่างเป็นระบบในอนาคต
        4. การประมวลและกลั่นกรองความรู้  เช่น ปรับปรุงรูปแบบเอกสารให้เป็นมาตรฐาน ใช้ภาษาเดียวกัน ปรับปรุงเนื้อหาให้สมบูรณ์
        5. การเข้าถึงความรู้  เป็นการทำให้ผู้ใช้ความรู้เข้าถึงความรู้ที่ต้องการได้ง่ายและสะดวก เช่น ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) Web board บอร์ดประชาสัมพันธ์ เป็นต้น
       6. การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้   ทำได้หลายวิธีการ โดยกรณีเป็น Explicit Knowledge อาจจัดทำเป็นเอกสาร ฐานความรู้ เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือกรณีเป็น Tacit Knowledge จัดทำเป็นระบบ ทีมข้ามสายงาน กิจกรรมกลุ่มคุณภาพและนวัตกรรม ชุมชนแห่งการเรียนรู้ ระบบพี่เลี้ยง การสับเปลี่ยนงาน การยืมตัว เวทีแลกเปลี่ยนความรู้ เป็นต้น
       7. การเรียนรู้   ควรทำให้การเรียนรู้เป็นส่วนหนึ่งของงาน เช่นเกิดระบบการเรียนรู้จากสร้างองค์ความรู้ การนำความรู้ในไปใช้ เกิดการเรียนรู้และประสบการณ์ใหม่ และหมุนเวียนต่อไปอย่างต่อเนื่อง

http://www.thaiall.com/km/indexo.html  ได้รวบรวมไว้ว่า  กระบวนการจัดการความรู้มี 6 กิจกรรม ดังนี้
1) การตรวจสอบและระบุหัวข้อความรู้
2) การสร้างกรอบแนวคิดในการบริหาร
3) การวิเคราะห์และสังเคราะห์ความรู้
4) การสร้างระบบสารสนเทศในการจัดการความรู้
5) การจัดกิจกรรมในการจัดการความรู้
 6) การวัดประเมินผลการจัดการความรู้


http://kmlibrary.bu.ac.th/index.php?option=com_content&task=view&id=30&Itemid=3  ได้รวบรวมไว้ว่า กระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management Process) กระบวนการในการจัดการความรู้ (The Conduct of KM) จะเริ่มขึ้นเมื่อพบว่าองค์กรต้องการความรู้บางอย่างมาใช้ในการตัดสินใจแก้ไขปัญหา ทดลองหรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ  กระบวนการพื้นฐานในการจัดการความรู้ ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วน คือ
             1. การแสวงหาความรู้   เป็นการแสวงหาความรู้ทั้งที่เป็นการหยั่งรู้เอง  ทักษะ และปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ผู้มีประสบการณ์สูง จะมองเห็นแนวโน้มหรือทิศทางของความต้องการใช้ความรู้ด้านต่าง ๆ แล้ววางแผนและดำเนินการ  ที่จะจัดหาความรู้นั้น ๆ มา โดยอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศประแภทต่าง ๆ เป็นเครื่องช่วยประสานและอำนวยความสะดวก
               2. การแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้ เป็นการเผยแพร่และกระจายความรู้ในเรื่องต่าง ๆ การเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ จะช่วยนักจัดการความรู้มือใหม่ ผ่านเครือข่ายการสื่อสารความรู้รูปแบบต่าง ๆ
               3. การใช้ประโยชน์ความรู้   การเรียนรู้จะบูรณาการอยู่ในองค์กรมีอะไรอยู่ในองค์กร สมาชิกองค์กรสามารถรับรู้และประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ใหม่ ๆ ได้ตลอดเวลา ทั้งการแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้ และการใช้ประโยชน์ความรู้ จะเกิดขึ้นในเวลาเดียวกันเครื่องมือที่สำคัญที่ช่วยประสาน สนับสนุนและอำนวยความสะดวกในกระบวนการทั้งหมดคือ เทคโนโลยีสารสนเทศ  กระบวนการพื้นฐานทั้ง 3 ส่วนแบ่งเป็นขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อให้เห็นชัดเจนและเพื่อความสะดวกในการดำเนินการ เป็น 7 ขั้นตอน ดังนี้
1. Knowledge Identification การระบุหรือบ่งชี้ความรู้ ต้องรู้ว่า ความรู้ที่ต้องการและจำเป็นต้องใช้คืออะไร เคยมี เคยใช้มาก่อนหรือไม่ และเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เราจำเป็นต้องรู้อะไร ขณะนี้เรามีความรู้อะไรบ้างอยู่ในรูปแบบใด อยู่ที่ใคร
2.  Knowledge  Creation  & Acquisition การสร้างและแสวงหาความรู้ ความรู้ที่ต้องการและจำเป็นต้องใช้นั้นบุคคลหรือองค์กรสามารถสร้างขึ้นเองได้หรือไม่ ถ้าสร้างไม่ได้ก็แสวงหามาจากภายนอก รักษาความรู้เก่า กำจัดความรู้ที่ใช้ไม่ได้แล้ว
3. Knowledge  Organization การจัดความรู้ให้เป็นระบบ เป็นการวางโครงสร้างความรู้  เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเก็บความรู้ อย่างเป็นระบบ
4. Knowledge  Condification & Refinement  การประมวลและกลั่นกรองความรู้  เช่นปรับปรุงรูปแบบเอกสารให้เป็นมาตรฐาน ใช้ภาษาเดียวกัน อยู่ในรูปที่กระชับ กระทัดรัดพร้อมใช้ประโยชน์
5. Knowledge  Dissemination & Access การเผยแพร่และกระจายความรู้ ให้คนอื่นเข้าถึงได้ นำความรู้ที่ได้จากข้อ 4 ออกมาเผยแพร่ 
6.  Knowledge Sharing  การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้  ทำได้หลายวิธีการ กรณีเป็น Explicit Knowledge อาจจัดทำเป็น เอกสาร, ฐานความรู้, เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือกรณีเป็น Tacit Knowledge อาจจัดทำเป็นระบบ ทีมข้ามสายงาน, กิจกรรมกลุ่มคุณภาพและนวัตกรรม, ชุมชนแห่งการเรียนรู้, ระบบพี่เลี้ยง, การสับเปลี่ยนงาน, การยืมตัว, เวทีแลกเปลี่ยนความรู้ เป็นต้น
7.  Learning & Utilization การเรียนรู้และการนำไปใช้ประโยชน์ เป็นการที่บุคคลหรือองค์กรเกิดการเรียนรู้ และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์กระบวนการความรู้ 7 ขั้นตอนไม่มีวันสิ้นสุด

สรุป
กระบวนการจัดการความรู้มี 7 ขั้นตอน ดังนี้
1.  การระบุหรือบ่งชี้ความรู้
2.   การสร้างและแสวงหาความรู้
3. การจัดความรู้ให้เป็นระบบ
4. การประมวลและกลั่นกรองความรู้  
5.  การเผยแพร่และกระจายความรู้
6.   การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้  
7.   การเรียนรู้และการนำไปใช้ประโยชน์

ที่มา :
http://kmpomprap.blogspot.com/2008/09/7.html . [ ออนไลน์ ] เข้าถึงเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2556.
http://www.thaiall.com/km/indexo.html . [ ออนไลน์ ] เข้าถึงเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2556.
http://kmlibrary.bu.ac.th/index.php?option=com_content&task=view&id=30&Itemid=3 . [ ออนไลน์ ] เข้าถึงเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2556.