วันอังคารที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2556

7. ปัจจัยความสำเร็จในการจัดการความรู้


                   http://engkm.eng.src.ku.ac.th   ได้รวบรวมไว้ว่า  ปัจจัยที่ทำให้ KM ประสพความสำเร็จในองค์กร
1. วัฒนธรรมและพฤติกรรมของคนในองค์กร
คนในองค์กรต้องมีความเจตคติที่ดีในการแบ่งปันความรู้ และนำความรู้ที่มีอยู่มาเป็นฐานในการต่อยอดความรู้ของคนรุ่นใหม่ต่อไป  องค์กรเองต้องมีวัฒนธรรมภายในแห่งความไว้เนื้อเชื่อใจ และให้เกียรติกัน  เคารพในสิทธิและความคิดของผู้ร่วมงานในทุกระดับแม้เป็นบุคลากรระดับล่างก็ตาม การเรียนรู้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเรื่องแม้แต่สิ่งที่เป็นข้อผิดพลาดในอดีต
2. ผู้นำ และการสร้างกลยุทธ์
ผู้บริหารระดับสูงต้องมีความเชื่อในคุณค่าของคนและความรู้ที่มีในองค์กร เข้าใจในลักษณะของปัญหาและพันธะกิจขององค์กร ส่งเสริมและสนับสนุนความเป็นมืออาชีพในด้านต่างๆให้เกิดขึ้น ค้นหาและเชิดชูกระบวนการทำงานที่เป็นเลิศจากหน่วยงานภายใน  เป็นต้นแบบแห่งการเป็นผู้ริเริ่มในการแบ่งปันและเรียนรู้  กำหนดทิศทางในการพัฒนาระบบการจัดการความรู้ภายใน วางกลยุทธ์ในการจัดทำระบบการจัดการองค์ความรู้ที่จะประสพผลสัมฤทธิ์เช่น เลือกเรื่องที่ทำแล้วเห็นผล หรือเรื่องที่มีคนเข้าใจและมีองค์ความรู้อยู่แล้วในองค์กร ที่สำคัญที่สุดคือทำอย่างไรให้คนในองค์กรอยากนำเรื่องที่ตนรู้ออกมาแบ่งปันโดยไม่หวาดระแวงว่าจะเสียผลประโยชน์  ถูกแอบอ้างผลงาน  ถูกกลั่นแกล้งเพราะอิจฉาตาร้อนต่างๆนานา  องค์กรที่จะประสพความสำเร็จในเรื่องนี้ต้องสร้างอยู่บนพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจ(Trust) และการให้เกียรติซึ่งกันและกัน(Mutual respect) โดยกุญแจสำคัญที่จะไขประตูสู่โลกที่เปิดกว้างนี้คือผู้บริหารสูงสุดขององค์กรนั่นเอง
3. เทคโนโลยี
ความพร้อมของอุปกรณ์ทันสมัยของเทคโนโลยีที่สามารถสนับสนุนการทำงานและการเรียนรู้ของคนในองค์กรได้ การสร้างฐานข้อมูลและการจัดการระบบฐานข้อมูลตลอดจนวิธีการที่จะทำให้คนยอมใช้คอมพิวเตอร์เพื่อเป็นสื่อกลางในการรวบรวมและส่งต่อขององค์ความรู้ ที่สำคัญคือสร้างระบบการป้องกันไม่ให้คนนอกเข้ามาก่อกวนและทำความเสียหายแก่ระบบฐานข้อมูลภายในได้ ขณะเดียวกัน KM ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องใช้เครื่องมือและอุปกรณ์แพงๆเพื่อสร้างฐานข้อมูลขนาดยักษ์แต่ไม่เอื้อประโยชน์ต่อการใช้งานของคนส่วนใหญ่ในองค์กร ผู้ที่ดูแลระบบนี้ต้องมีใจเปิดกว้างและมีความเพียรพยายามที่จะให้บริการแก่ผู้ใช้  เพื่อให้ฐานข้อมูลและระบบคอมพิวเตอร์เอื้อประโยชน์ให้คุ้มค่าเงินที่ลงทุนไป อย่าลืมว่าระบบเหล่านี้หมดอายุขัยเร็วมากภายในไม่กี่ปี
4. การวัดผลและการนำไปใช้
จัดทำระบบการติดตามและวัดผลของการจัดการความรู้และประโยชน์จากการนำไปใช้ เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนให้คนในองค์กรมีความกระหายอยากเรียนรู้และอยากมีส่วนร่วมในการสร้างฐานความรู้ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
5. โครงสร้างพื้นฐาน
การวางระบบการบริหารจัดการ  การรวบรวมข้อมูล และการรายงานผลการดำเนินการต่างๆที่จะเอื้อให้แผนงานของการจัดการความรู้ประสพผลสำเร็จ


              บุญดี บุญญากิจ( 2548 : 59-61) ได้กล่าวไว้ว่า ปัจจัยเอื้อสำคัญที่ช่วยให้การจัดการความรู้ประสบความสำเร็จประกอบด้วย
1. ภาวะผู้นำและกลยุทธ์ การจัดการความรู้จะไม่ประสบความสำเร็จอย่างราบรื่นถ้าปราศจากการสนับสนุนจากผู้บริหารขององค์กร ผู้บริหารจะต้องเข้าใจแนวคิดและตระหนักถึงประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับจากการจัดการความรู้เพื่อที่จะสามารถสื่อสารและผลักดันให้มีการการจัดการความรู้ในองค์กร
2. วัฒนธรรมองค์กร ประโยคข้างต้นจะเป็นคำกล่าวที่ไม่เป็นความจริง และกิจกรรมทางด้านการจัดการความรู้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมองค์กรโดยตรง สิ่งสำคัญซึ่งจะช่วยให้องค์กรบรรลุผลสำเร็จในการจัดการความรู้ได้ก็คือวัฒนธรรมของการแลกเปลี่ยนและแบ่งปันความรู้ระหว่างบุคคลากรภายในองค์กร
3. เทคโนโลยีสารสนเทศทางด้านการจัดการความรู้   ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศโดยเฉพาะอินเตอร์เน็ตและอินทราเน็ตเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ช่วยให้การแลกเปลี่ยนความรู้สามารถทำได้ง่ายขึ้นนอกจากนี้แล้วระบบฐานข้อมูลและ Knowledge Portal ที่ทันสมัยก็มีส่วยช่วยให้การจัดการความรู้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
4. การวัดผล   องค์กรจะไม่สามารถพัฒนาปรับปรุงได้เลยถ้าไม่ทราบถึงสถานะปัจจุบัน และองค์กรจะไม่มีทางทราบถึงสถานะปัจจุบันถ้าไม่มีการวัดผล ดังนั้นการวัดผลของการจัดการความรู้จะช่วยให้องค์กรสามารถทบทวน ประเมิลผล และทำการปรับปรุงกลยุทธ์และกิจกรรมต่างๆ



                   http://www.km.nida.ac.th/home/index.php?option=com_content&view=article&id=108:2009-04-24-04-18-09&catid=51:km-around-the-world&Itemid=93  ได้รวบรวมไว้ว่า

ปัจจัยสำคัญ 8 ประการที่ชี้ให้เห็นความสำเร็จของโครงการ KM
                - การสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูง
                - การสื่อสารอย่างชัดเจนถึงเป้าหมายและจุดประสงค์ของโครงการ
                - การเชื่อมโยงกับผลการดำเนินการทางเศรษฐศาสตร์
                - มีช่องทางการถ่ายทอดความรู้ที่หลากหลาย
                - มีแรงจูงใจที่สามารถกระตุ้นผู้ใช้ KM
                - มีวัฒนธรรมองค์การที่พร้อมรับความรู้ใหม่ๆ
                - มีโครงสร้างพื้นฐานทางเทคนิคที่พร้อม
                - มีโครงสร้างความรู้ที่ยืดหยุ่น


สรุป
ปัจจัยที่ทำให้ KM ประสพความสำเร็จในองค์กร
1. วัฒนธรรมและพฤติกรรมของคนในองค์กร
2. ผู้นำ และการสร้างกลยุทธ์ การสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูง
3. เทคโนโลยี
4. การวัดผลและการนำไปใช้
5. โครงสร้างพื้นฐาน
 6. การสื่อสารอย่างชัดเจนถึงเป้าหมายและจุดประสงค์ของโครงการ



ที่มา :      
http://engkm.eng.src.ku.ac.th .[ออนไลน์] เข้าถึงเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2556.
บุญดี บุญญากิจ.(2548). การจัดการความรู้.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ : จิรวัฒน์ เอ็กซ์เพรส จำกัด.
http://www.km.nida.ac.th/home/index.php?option=com_content&view=article&id=108:2009-04-24-04-18-09&catid=51:km-around-the-world&Itemid=93 .[ออนไลน์] เข้าถึงเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2556.




6. กระบวนการจัดการความรู้


http://kmpomprap.blogspot.com/2008/09/7.html    ได้รวบรวมไว้ว่า กระบวนการจัดการความรู้มี 7 ขั้นตอน กระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management)  เป็นกระบวนการที่จะช่วยให้เกิดพัฒนาการของความรู้ หรือการจัดการความรู้ที่จะเกิดขึ้นภายในองค์กร มีทั้งหมด 7 ขั้นตอน คือ
         1. การบ่งชี้ความรู้   เป็นการพิจารณาว่าองค์กรมีวิสัยทัศน์ พันธกิจ ยุทธศาสตร์ เป้าหมายคืออะไร และเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เราจำเป็นต้องใช้อะไร ขณะนี้เรามีความรู้อะไรบ้าง อยู่ในรูปแบบใด อยู่ที่ใคร
         2. การสร้างและแสวงหาความรู้  เช่น การสร้างความรู้ใหม่ แสวงหาความรู้จากภายนอก รักษาความรู้เก่า กำจัดความรู้ที่ใช้ไม่ได้แล้ว
         3. การจัดความรู้ให้เป็นระบบ  เป็นการวางโครงสร้างความรู้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเก็บความรู้อย่างเป็นระบบในอนาคต
        4. การประมวลและกลั่นกรองความรู้  เช่น ปรับปรุงรูปแบบเอกสารให้เป็นมาตรฐาน ใช้ภาษาเดียวกัน ปรับปรุงเนื้อหาให้สมบูรณ์
        5. การเข้าถึงความรู้  เป็นการทำให้ผู้ใช้ความรู้เข้าถึงความรู้ที่ต้องการได้ง่ายและสะดวก เช่น ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) Web board บอร์ดประชาสัมพันธ์ เป็นต้น
       6. การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้   ทำได้หลายวิธีการ โดยกรณีเป็น Explicit Knowledge อาจจัดทำเป็นเอกสาร ฐานความรู้ เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือกรณีเป็น Tacit Knowledge จัดทำเป็นระบบ ทีมข้ามสายงาน กิจกรรมกลุ่มคุณภาพและนวัตกรรม ชุมชนแห่งการเรียนรู้ ระบบพี่เลี้ยง การสับเปลี่ยนงาน การยืมตัว เวทีแลกเปลี่ยนความรู้ เป็นต้น
       7. การเรียนรู้   ควรทำให้การเรียนรู้เป็นส่วนหนึ่งของงาน เช่นเกิดระบบการเรียนรู้จากสร้างองค์ความรู้ การนำความรู้ในไปใช้ เกิดการเรียนรู้และประสบการณ์ใหม่ และหมุนเวียนต่อไปอย่างต่อเนื่อง

http://www.thaiall.com/km/indexo.html  ได้รวบรวมไว้ว่า  กระบวนการจัดการความรู้มี 6 กิจกรรม ดังนี้
1) การตรวจสอบและระบุหัวข้อความรู้
2) การสร้างกรอบแนวคิดในการบริหาร
3) การวิเคราะห์และสังเคราะห์ความรู้
4) การสร้างระบบสารสนเทศในการจัดการความรู้
5) การจัดกิจกรรมในการจัดการความรู้
 6) การวัดประเมินผลการจัดการความรู้


http://kmlibrary.bu.ac.th/index.php?option=com_content&task=view&id=30&Itemid=3  ได้รวบรวมไว้ว่า กระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management Process) กระบวนการในการจัดการความรู้ (The Conduct of KM) จะเริ่มขึ้นเมื่อพบว่าองค์กรต้องการความรู้บางอย่างมาใช้ในการตัดสินใจแก้ไขปัญหา ทดลองหรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ  กระบวนการพื้นฐานในการจัดการความรู้ ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วน คือ
             1. การแสวงหาความรู้   เป็นการแสวงหาความรู้ทั้งที่เป็นการหยั่งรู้เอง  ทักษะ และปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ผู้มีประสบการณ์สูง จะมองเห็นแนวโน้มหรือทิศทางของความต้องการใช้ความรู้ด้านต่าง ๆ แล้ววางแผนและดำเนินการ  ที่จะจัดหาความรู้นั้น ๆ มา โดยอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศประแภทต่าง ๆ เป็นเครื่องช่วยประสานและอำนวยความสะดวก
               2. การแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้ เป็นการเผยแพร่และกระจายความรู้ในเรื่องต่าง ๆ การเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ จะช่วยนักจัดการความรู้มือใหม่ ผ่านเครือข่ายการสื่อสารความรู้รูปแบบต่าง ๆ
               3. การใช้ประโยชน์ความรู้   การเรียนรู้จะบูรณาการอยู่ในองค์กรมีอะไรอยู่ในองค์กร สมาชิกองค์กรสามารถรับรู้และประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ใหม่ ๆ ได้ตลอดเวลา ทั้งการแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้ และการใช้ประโยชน์ความรู้ จะเกิดขึ้นในเวลาเดียวกันเครื่องมือที่สำคัญที่ช่วยประสาน สนับสนุนและอำนวยความสะดวกในกระบวนการทั้งหมดคือ เทคโนโลยีสารสนเทศ  กระบวนการพื้นฐานทั้ง 3 ส่วนแบ่งเป็นขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อให้เห็นชัดเจนและเพื่อความสะดวกในการดำเนินการ เป็น 7 ขั้นตอน ดังนี้
1. Knowledge Identification การระบุหรือบ่งชี้ความรู้ ต้องรู้ว่า ความรู้ที่ต้องการและจำเป็นต้องใช้คืออะไร เคยมี เคยใช้มาก่อนหรือไม่ และเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เราจำเป็นต้องรู้อะไร ขณะนี้เรามีความรู้อะไรบ้างอยู่ในรูปแบบใด อยู่ที่ใคร
2.  Knowledge  Creation  & Acquisition การสร้างและแสวงหาความรู้ ความรู้ที่ต้องการและจำเป็นต้องใช้นั้นบุคคลหรือองค์กรสามารถสร้างขึ้นเองได้หรือไม่ ถ้าสร้างไม่ได้ก็แสวงหามาจากภายนอก รักษาความรู้เก่า กำจัดความรู้ที่ใช้ไม่ได้แล้ว
3. Knowledge  Organization การจัดความรู้ให้เป็นระบบ เป็นการวางโครงสร้างความรู้  เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเก็บความรู้ อย่างเป็นระบบ
4. Knowledge  Condification & Refinement  การประมวลและกลั่นกรองความรู้  เช่นปรับปรุงรูปแบบเอกสารให้เป็นมาตรฐาน ใช้ภาษาเดียวกัน อยู่ในรูปที่กระชับ กระทัดรัดพร้อมใช้ประโยชน์
5. Knowledge  Dissemination & Access การเผยแพร่และกระจายความรู้ ให้คนอื่นเข้าถึงได้ นำความรู้ที่ได้จากข้อ 4 ออกมาเผยแพร่ 
6.  Knowledge Sharing  การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้  ทำได้หลายวิธีการ กรณีเป็น Explicit Knowledge อาจจัดทำเป็น เอกสาร, ฐานความรู้, เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือกรณีเป็น Tacit Knowledge อาจจัดทำเป็นระบบ ทีมข้ามสายงาน, กิจกรรมกลุ่มคุณภาพและนวัตกรรม, ชุมชนแห่งการเรียนรู้, ระบบพี่เลี้ยง, การสับเปลี่ยนงาน, การยืมตัว, เวทีแลกเปลี่ยนความรู้ เป็นต้น
7.  Learning & Utilization การเรียนรู้และการนำไปใช้ประโยชน์ เป็นการที่บุคคลหรือองค์กรเกิดการเรียนรู้ และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์กระบวนการความรู้ 7 ขั้นตอนไม่มีวันสิ้นสุด

สรุป
กระบวนการจัดการความรู้มี 7 ขั้นตอน ดังนี้
1.  การระบุหรือบ่งชี้ความรู้
2.   การสร้างและแสวงหาความรู้
3. การจัดความรู้ให้เป็นระบบ
4. การประมวลและกลั่นกรองความรู้  
5.  การเผยแพร่และกระจายความรู้
6.   การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้  
7.   การเรียนรู้และการนำไปใช้ประโยชน์

ที่มา :
http://kmpomprap.blogspot.com/2008/09/7.html . [ ออนไลน์ ] เข้าถึงเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2556.
http://www.thaiall.com/km/indexo.html . [ ออนไลน์ ] เข้าถึงเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2556.
http://kmlibrary.bu.ac.th/index.php?option=com_content&task=view&id=30&Itemid=3 . [ ออนไลน์ ] เข้าถึงเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2556.




วันพุธที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

5. องค์ประกอบการจัดการความรู้


http://www.stou.ac.th/study/sumrit/10-53(500)/page7-10-53(500).html  ได้รวบรวมไว้ว่าองค์ประกอบการจัดการความรู้ มีดังนี้
ผู้นำและกลยุทธ์
          ผู้นำหรือผู้บริหาร มีความสำคัญต่อการดำเนินการจัดการความรู้ เพราะเป็นผู้กำหนดนโยบาย กลยุทธ์ เป้าหมาย และเป็นผู้สนับสนุนให้เกิดการจัดการความรู้ ผู้บริหารต้องมุ่งมั่นที่จะบรรลุผลลัพธ์ของการจัดการความรู้ ต้องให้การสนับสนุนทรัพยากรงบประมาณ และเวลา อย่างพอเพียง
วัฒนธรรมองค์กร
          เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ส่งผลให้การจัดการความรู้ประสบความสำเร็จโดยเฉพาะวัฒนธรรมของการแลกเปลี่ยนและแบ่งปันความรู้ระหว่างบุคคลในองค์กร
โครงสร้างพื้นฐานและทีม
         โครงสร้างพื้นฐาน เป็นปัจจัยพื้นฐานหลักที่สนับสนุนให้ปัจจัยอื่นๆ ทำหน้าที่ได้เต็มที่ ส่งผลให้การบริหารจัดการความรู้ดำเนินการได้อย่างราบรื่น เนื่องจากเป็นโครงสร้างทางด้านการบริหารงานจัดการความรู้ขององค์การ ซึ่งมีทั้งสิ่งที่จับต้องได้ เช่น สถานที่ เครื่องมือ อุปกรณ์ต่างๆ
เทคโนโลยีและการสื่อสาร
          เทคโนโลยี เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การติดต่อ สื่อสาร และเชื่อมโยงคนภายในและภายนอกองค์กรสะดวกและรวดเร็วขึ้น ไม่มีข้อจำกัดทั้งด้านเวลาและระยะทาง และเป็นแหล่งข้อมูล จึงมีบทบาทสำคัญของการจัดการความรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอินเทอร์เน็ตเป็นเทคโนโลยีที่เชื่อมคนทั่วโลกเข้าด้วยกัน 
การวัดและประเมินผล
          ผู้บริหารควรกำหนดตัวชี้วัดและเกณฑ์ เพื่อใช้ประเมินผล เป็นกลไกขับเคลื่อนการจัดการความรู้ของแต่ละฝ่ายฯและองค์การเพราะจะทำให้ทราบความก้าวหน้า และปรับปรุงงานให้ดีขึ้นได้ ใช้ติดตาม(Monitor) การทำงาน แล้วนำมาทบทวนแก้ไขข้อบกพร่องของกระบวนการต่างๆและปรับปรุงให้ประสบผลสำเร็จ

                    http://teacher80std.blogspot.com/2012/07/114.html   ได้รวบรวมไว้ว่า องค์ประกอบการจัดการความรู้ มีดังนี้
1) บุคลากร(ครู)  หมายถึง ครู บุคลากรทางการศึกษา เจ้าหน้าที่ ผู้ปฏิบัติงาน ภูมิปัญญา หรือผู้ที่มีส่วนในการจัดกิจกรรมทางการศึกษา เป็นผู้นำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อกระบวนการจัดการศึกษา
2) ข้อมูล/ความรู้  หมายถึง ข้อมูล ความรู้ หรือประสบการณ์ต่างๆที่อยู่ในบุคลากร(ครู) สาระเนื้อหาการเรียนรู้ (ตาม)หลักสูตร สื่อ และองค์ประกอบอื่นๆ ที่ใช้ในการเรียนรู้ ถูกนำมาบูรณาการเพื่อการเรียนรู้ และการเข้าถึง นำไปสู่การเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ
3) เทคโนโลยีและการสื่อสาร หมายถึง เป็นเครื่องมือเพื่อให้คนสามารถค้นหา จัดเก็บ แลกเปลี่ยน นำความรู้ไปใช้ได้อย่างง่ายและรวดเร็วขึ้น การจัดการความรู้ มีความจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีสนับสนุนและเป็นเทคโนโลยีขั้นสูง คือระบบสารสนเทศ ระบบการเรียนรู้ ระบบการสื่อสาร และระบบสนับสนุน กระบวนการ กระบวนการประกอบด้วยขั้นตอน การแสวงหา การสร้าง การเก็บและเรียกใช้ การถ่ายโอน
4) วิธีการและกระบวนการ หมายถึง วิธีการบริหารและจัดการเพื่อนำมวลความรู้ จากแหล่งความรู้นำไปเผยแพร่ในระบบอย่างมีระบบและประสิทธิภาพต่อการเรียนรู้สูงสุด


https://sites.google.com/site/imformation5245/home/xngkh-prakxb-ni-kar-cadkar-khwam-ru   ได้รวบรวมไว้ว่า องค์ประกอบการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย
1. คน (man) 
ในการจัดการความรู้ คนเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุด เนื่องจากคนเกี่ยวข้องกับการจัดการความรู้ส่วนบุคคล
2. เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology-IT) 
ในเรื่องของการจัดการความรู้นั้นมีงานวิจัยเป็นจำนวนมากที่พยายามอธิบายความสัมพันธ์และบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศกับการจัดการความรู้ ดังที่ปรากฏว่าเป็นเรื่องราวจำนวนมากที่แสดงถึงการจัดการความรู้ขององค์กรผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแม้ว่ากระบวนการจัดการความรู้เป็นกระบวนการที่ไม่ใช่เทคโนโลยี แต่เทคโนโลยีก็เป็นที่ถูกคาดหมายว่าเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้การจัดการความรู้ประสพความสำเร็จ
3. กระบวนการจัดการความรู้ (Process) 
เป็นกระบวนการที่จะช่วยให้เกิดพัฒนาของความรู้ หรือการจัดการ ความรู้ที่จะเกิดขึ้นภายในองค์กร


สรุป
องค์ประกอบการจัดการความรู้ มีดังนี้
1) บุคลากร  หมายถึง ครู บุคลากรทางการศึกษา
2) ข้อมูล/ความรู้  หมายถึง ข้อมูล ความรู้
3) เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง เป็นเครื่องมือเพื่อให้คนสามารถค้นหา จัดเก็บ แลกเปลี่ยน นำความรู้ไปใช้ได้อย่างง่ายและรวดเร็วขึ้น
4) วิธีการและกระบวนการ หมายถึง วิธีการบริหารและจัดการเพื่อนำมวลความรู้
5) วัฒนธรรมองค์กร หมายถึง วัฒนธรรมของการแลกเปลี่ยนและแบ่งปันความรู้ระหว่างบุคคลในองค์กร

6) การวัดและประเมินผล หมายถึง  กลไกขับเคลื่อนการจัดการความรู้ของแต่ละฝ่ายฯ และองค์การ

 

ที่มา :
http://www.stou.ac.th/study/sumrit/10-53(500)/page7-10-53(500).html . [ออนไลน์] เข้าถึงเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2556.
http://teacher80std.blogspot.com/2012/07/114.html . [ออนไลน์] เข้าถึงเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2556.
https://sites.google.com/site/imformation5245/home/xngkh-prakxb-ni-kar-cadkar-khwam-ru . [ออนไลน์] เข้าถึงเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2556.



4. เป้าหมายการจัดการความรู้


ณัฐวรรธน์ นวะมะรัตน์ (http://portal.in.th/learninghome/pages/12088/) ได้รวบรวมไว้ว่า เป้าหมายของการจัดการความรู้มีดังนี้
การจัดการความรู้มีเป้าหมาย 3 ประการใหญ่ ๆ ได้แก่
     (1) เพื่อพัฒนางาน ให้มีคุณภาพและผลสัมฤทธิ์ยิ่งขึ้น
     (2) เพื่อการพัฒนาคน คือ พัฒนาผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งในที่นี้
ได้ประโยชน์มากที่สุด คือ ข้าราชการชั้นผู้น้อย
     (3) เพื่อการพัฒนา "ฐานความรู้" ขององค์กรหรือหน่วยงานหรือทุนปัญญาขององค์กร ซึ่งจะช่วยทำให้องค์กรลดความยากลำบากหรือความไม่แน่นอนในอนาคตลง
     การจัดการความรู้เป็นกระบวนการที่เป็นวงจรต่อเนื่อง เกิดการพัฒนางานอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เป้าหมาย คือ การพัฒนางานและพัฒนาคน โดยมีความรู้เป็นเครื่องมือ มีกระบวนการจัดการความรู้เป็นเครื่องมือ


https://sites.google.com/site/imformation5245/home/pea-hmay-laea-prayochn-khxng-kar-cadkar-khwam-ru    ได้รวบรวมไว้ว่า เป้าหมายของการจัดการความรู้ เป็นการจัดการเพื่อให้ ครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้เกี่ยวข้องที่มีส่วนในการจัดกิจกรรมทางการศึกษาได้รับความรู้ความรู้เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา การจัดการความรู้เป็นเครื่องมือช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมาย 4 ประการดังนี้
1) บรรลุเป้าหมายของงาน ทำให้งานมีคุณภาพและประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
2) บรรลุเป้าหมายในการพัฒนาคน ทำให้บุคลากรทุกคนเป็น “บุคคลเรียนรู้
3) บรรลุเป้าหมายของการพัฒนาองค์กรให้เป็นองค์กรเรียนรู้  เนื่องจากบุคลากรในองค์กรเป็นบุคคลเรียนรู
4) บรรลุความเป็นชุมชน ทำให้บุคลากรในองค์กรมีการปฏิสัมพันธ์กัน สร้างความเอื้ออาทรระหว่างกันในองค์กร
                ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า การจัดการความรู้เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้บุคลากรสามารถนำความรู้ที่มีอยู่หรือความรู้ที่ได้จากการแสวงหาจากแหล่งความรู้ต่างๆมาพัฒนาคุณภาพของงานและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆให้ดียิ่งขึ้น จึงเป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญและเป็นประโยชน์ต่อองค์กรอย่างมาก


                 กรมประชาสัมพันธ์ http://region4.prd.go.th/ewt_news.php?nid=1736&filename=km_web    ได้รวบรวมไว้ว่า เป้าหมายในการจัดการความรู้ สามารถแบ่งออกได้ 3 ระดับ ดังนี้
                  1) พัฒนาองค์กร คือ สามารถบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ตามวิสัยทัศน์ / ยุทธศาสตร์ เช่นผู้รับบริการมีความพึงพอใจ
                  2) พัฒนากระบวนการทำงานทั้งให้เกิดประสิทธิภาพ เช่น ความผิดพลาดลดลง ปรับปรุง พัฒนากระบวนการให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ให้เกิดประสิทธิผล เช่น การพัฒนาผลผลิต การลดต้นทุน และให้เกิดนวัตกรรม เช่น พัฒนาการระดมความคิด การนำแนวความคิดใหม่มาใช้จริง
                  3) พัฒนาคน เพื่อให้บุคลากรเกิดการเรียนรู้ มีความคล่องตัวในการทำงาน และบุคลากรเกิดความพึงพอใจในการทำงาน


สรุป              
เป้าหมายในการจัดการความรู้ เป็นการจัดการเพื่อให้ ครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้เกี่ยวข้องที่มีส่วน ในการจัดกิจกรรมทางการศึกษาได้รับความรู้ความรู้เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา นำความรู้ที่มีอยู่หรือความรู้ที่ได้จากการแสวงหาจากแหล่งความรู้ต่างๆมาพัฒนาคุณภาพของงานและพัฒนาฐานความรู้ และนวัตกรรมใหม่ๆให้ดียิ่งขึ้น
สามารถแบ่งออกได้ 3 ระดับ ดังนี้
1) พัฒนาองค์กร
2) พัฒนากระบวนการทำงาน
 3) พัฒนาคน


ที่มา :
ณัฐวรรธน์ นวะมะรัตน์ http://portal.in.th/learninghome/pages/12088/ .[ออนไลน์] เข้าถึงเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2556.
https://sites.google.com/site/imformation5245/home/pea-hmay-laea-prayochn-khxng-kar-cadkar-khwam-ru .[ออนไลน์] เข้าถึงเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2556.
 http://region4.prd.go.th/ewt_news.php?nid=1736&filename=km_web .[ออนไลน์] เข้าถึงเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2556.



3. หลักการจัดการความรู้


ณัฐวรรธน์ นวะมะรัตน์ (http://portal.in.th/learninghome/pages/12089/)  ได้รวบรวมไว้ว่า  หลักการ 4 ประการของการจัดการความรู้ มีดังนี้
1. ให้คนหลากหลายทักษะ หลากหลายวิธีคิด ทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์
2. ร่วมกันพัฒนาวิธีทำงานในรูปแบบใหม่ ๆ เพื่อบรรลุประสิทธิผลที่กำหนดไว้ หรือ
ฝันว่าจะได้ ในการจัดการสมัยใหม่ ประสิทธิผล ประกอบด้วย องค์ประกอบ 4 ประการ คือ
                       - การตอบสนองความต้องการ (Responsiveness) ซึ่งอาจเป็นความต้องการของลูกค้าความต้องการของ
      สังคม หรือความต้องการที่กำหนดโดยผู้บริหารองค์กร
                      - นวัตกรรม (Innovation) ซึ่งอาจเป็นนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ หรือวิธีการใหม่ ๆ ก็ได้
                      - ขีดความสามารถ (Competency) ของข้าราชการ และขององค์กร
                      - ประสิทธิภาพ (Efficiency) ในการทำงาน
3. ทดลองและเรียนรู้
4. นำเข้าความรู้จากภายนอกอย่างเหมาะสม
การดำเนินการจัดการความรู้ในหน่วยราชการควรใช้หลักการ "พลังสาม รวมเป็นหนึ่งเดียว"
     (1) ใช้พลังของระบบ "ราชการประจำ" ซึ่งมีการทำงานตามกฎระเบียบ มีรูปแบบที่ชัดเจน
     (2) ใช้พลังของ "ระบบแห่งความสร้างสรรค์" มีการทดลองรูปแบบใหม่ ๆ ของการทำงานเป็น project team ทำงานมุ่งเป้าในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ภายใต้แนวคิดของ "ระบบที่ซับซ้อนและปรับตัว" (complex-adaptive system) และ
     (3) ใช้พลังสร้างสรรค์ที่มีอยู่แล้วภายในองค์กร ในรูปของการรวมตัวกันเองเป็นกลุ่ม
เชื่อมโยงกับระบบราชการประจำ และระบบแห่งการสร้างสรรค์ เน้นที่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่จะนำไปสู่การพัฒนา best practices จากการเรียนรู้ จากการทำงานภายในองค์กร และจากการ "ตรวจจับ" (capture) ความรู้จากภายนอกองค์กรเอามาปรับใช้ในการทำงาน

                วิจารณ์ พานิช  (2544 : 46 ) ได้กล่าวไว้ว่า การจัดการความรู้สามารถใช้เป็นเครื่องมือเพื่อการบรรลุเป้าหมายอย่างน้อย 4 ประการ ได้แก่ 
1) บรรลุเป้าหมายของงาน 
2) บรรลุเป้าหมายการพัฒนาคน 
3) บรรลุเป้าหมายการพัฒนาองค์กรไปเป็นองค์กรเรียนรู้ 4) บรรลุความเป็นชุมชน เป็นหมู่คณะ ความเอื้ออาทรระหว่างกันในที่ทำงาน

                ทิพวรรณ เวชพันธ์ ( 2549 : 57 ) ได้กล่าวไว้ว่า หลักจัดการความรู้ หรือเคเอ็ม
 (KM = Knowledge Management) คือ การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในองค์กร ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด
                โดยที่ความรู้มี 2 ประเภท คือ 1) ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ พรสวรรค์หรือสัญชาติญาณของแต่ละบุคคลในการทำความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ เป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษรได้โดยง่าย เช่น ทักษะในการทำงาน งานฝีมือ หรือการคิดเชิงวิเคราะห์ บางครั้ง จึงเรียกว่าเป็นความรู้แบบนามธรรม 2) ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีต่าง ๆ เช่น การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่าง ๆ และบางครั้งเรียกว่าเป็นความรู้แบบรูปธรรม

สรุป
                 หลักจัดการความรู้  คือ การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในองค์กร ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ ทดลองและเรียนรู้ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้
และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ให้คนหลากหลายทักษะ วิธีคิด ทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ และร่วมกันพัฒนาวิธีทำงานในรูปแบบใหม่ ๆ เพื่อการบรรลุเป้าหมาย


ที่มา :
ณัฐวรรธน์ นวะมะรัตน์ http://portal.in.th/learninghome/pages/12089/ .[ออนไลน์] เข้าถึงเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2556.
ทิพวรรณ เวชพันธ์.  (2549).  การจัดการความรู้ฉบับนักปฏิบัติ.  กรุงเทพฯ : ตถาดา พับลิเคชั่น.
วิจารณ์ พานิช.  (2544).  การจัดการความรู้ .  กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ อักษรไทย.